วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

พระพุทธศาสนาขจรขจาย



หลวงปู่เคยพูดถึงความสำคัญของ ธรรมกายอยู่เสมอ ๆ ว่า

“...อานุภาพธรรมกายเปรียบประหนึ่งปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม
การปลูกต้นไม้ให้ได้ดอกผลตามที่เราต้องการนั้นเราจะปลูกโดยไม่รดน้ำพรวนดิน
และใส่ปุ๋ยนั้นไม่ได้ เพราะต้นไม้จะไม่งอกงามให้ดอกผลตามที่เราต้องการ
ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้เจริญรุ่งเรืองก็ต้องทำตนให้เข้าถึงธรรมกาย
ต้นไม้ก็ต้องใส่ปุ๋ย ชีวิตคนเราก็ต้องใส่ปุ๋ย...
ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายจึงเป็นสิ่งที่หลวงปู่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเอง


ลวงปู่เปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรอุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งประชาชนทั่วไป
อย่างจริงจัง และเนื่องจากท่านมีความชำนาญทั้งภาคปฏิบัติและปริยัติ คือ
รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด และรู้พระบาลีแตกฉาน
ในระดับที่สามารถแปลคัมภีร์มูลกัจจายน์ได้หมดทุกตัวอักษร ดังนั้นขณะสอนธรรมปฏิบัติ
ท่านจึงนำความรู้พระบาลีมาใช้ในการสอนด้วย โดยเริ่มต้นยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน 
แล้วแปลและขยายความพระบาลี ชี้แนวปฏิบัติภาวนาไปตามลำดับขั้นตอน
จนกระทั่งทำให้จิตผู้ฟังเป็นสมาธิ น้อมใจไปตามคำเทศน์สอนของท่านได้
จากนั้นท่านก็จะบอกลำดับผลของปฏิเวธหรือผลการปฏิบัติธรรมในตัวที่จะเกิดขึ้น
ตามลำดับขั้นตอนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ผลที่เกิดในกายมนุษย์จนกระทั่งกายธรรมอรหัต
หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผลการปฏิบัติภาวนาในตัวที่พิสูจน์ได้ว่าการตรัสรู้ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงมนุษย์ธรรมดาสามารถหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้จริง
ผู้เรียนมีหน้าที่กำหนดใจตามที่ท่านบอก ส่วนใครจะมีผลการปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหน
ย่อมรู้ได้ด้วยตนเองสอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเอง

เนื่องจากบทเทศน์สอนของหลวงปู่เพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ผู้ที่เคยไปเรียนการทำสมาธิภาวนากับท่าน จึงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
ไม่ว่าหลวงปู่จะเทศน์กี่ครั้งหรือกี่เรื่องก็ตาม ท่านสามารถเชื่อมโยงจากภาคปริยัติ
เข้าสู่ภาคปฏิบัติ จากภาคปฏิบัติเข้าสู่ภาคปฏิเวธ และจากภาคปฏิเวธสู่ภาคเทศนา
ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงทำให้ผู้เรียนได้รับผลดีของการปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
รวมแล้วเป็นเรือนแสน

กิตติศัพท์ในด้านการสอนภาวนาของท่านโด่งดังข้ามทวีปไปยังหลาย ๆ ประเทศในยุโรป
เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาขจรขจายกว้างไกลออกไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในประวัติศาสตร์ของวงการคณะสงฆ์ไทยจนกระทั่งมีชาวต่างชาติบางคนเดินทางมาบวช
กับท่านถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิชชาธรรมกายแพร่หลายออกไป
ก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ในสมัยนั้น คำว่าธรรมกายยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย 
เพราะวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่ค้นพบนั้น
มิได้มีผู้สอนมานานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ผู้ที่ไม่รู้จักจึงยกเอาคำนี้ขึ้นมาเสียดสี โจมตี
หวังให้ผู้ที่สนใจวิชชาธรรมกายคลายความศรัทธา แต่หลวงปู่ท่านไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เพียงแต่พูดว่า
น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มาเขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคำของคนเซอะ

คราวหนึ่งท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯเกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า 

คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาทำไม
ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า ธรรมกายมีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร
เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเตียนเรา
ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
ถ้าจะกลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมี
ให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้นเป็นผลแห่งการปฏิบัติ
ที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าคณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน
เป็นสำนักที่เคร่งในการปฏิบัติธรรม การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เท่ากับเอาสำนักไปเผยแพร่
ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดนั้น เป็นการกระทำของผู้พูดเอง 
เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน
ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจเพราะธรรมกายของพระพุทธศาสนา
เป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นความจริง
แก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา

(จากชีวประวัติของพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ และอานุภาพธรรมกาย)


ส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่


อกจากสอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว หลวงปู่ยังส่งพระภิกษุสามเณร
และแม่ชี ที่มีความสามารถออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั้งในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย
และในต่างประเทศในประเทศไทย ศิษย์ของท่านประสบความสำเร็จในการเผยแผ่เป็นอย่างยิ่ง คือสามารถสร้างความศรัทธาเลื่อมใสแก่ประชาชน ทำให้พระภิกษุ สามเณร และฆราวาส
จากจังหวัดต่าง ๆ มีศรัทธาเดินทางไปปฏิบัติธรรมขั้นสูงเพิ่มเติมที่วัดปากน้ำเป็นจำนวนมาก 
และยังสามารถสร้างวัดได้หลายวัด เช่น วัดเกษมจิตตาราม จังหวัดอุตรดิตถ์
วัดปากน้ำเทพาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
วัดเขาพระ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

แม้ในต่างประเทศ ท่านก็ส่งพระภิกษุชาวอังกฤษ กปิลวฑฺโฒ ภิกฺขุ
หรือศาสตราจารย์วิลเลียม ออกัสต์ เปอร์เฟิสต์ (Dr.William August Purfurst)
อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอนดอน และพระภิกษุชาวญี่ปุ่นที่มาบวชที่วัดปากน้ำ 
และได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้วกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทวีปยุโรปและ
ประเทศญี่ปุ่นตามลำดับ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ กปิลวฑฺโฒ ภิกฺขุ เดินทางกลับ
มาวัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง และนำสามเณรชาวอังกฤษ ๓ รูป ซึ่งบรรพชาเป็นสามเณรมาแล้ว
จากประเทศอังกฤษ มาศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงปู่
ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เมตตาอุปสมบทให้ทั้ง ๓ รูป รวมพระภิกษุชาวยุโรปที่จำพรรษา
อยู่ที่วัดปากน้ำสมัยนั้น ๔ รูป แม้การเผยแผ่คำสอนในยุคนั้นจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า
กว่าปัจจุบัน เพราะการคมนาคมและการสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้า
แต่ก็มีผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงพระธรรมกายเข้าถึงกายต่าง ๆ และเข้าถึงดวงปฐมมรรค
เป็นจำนวนมากและบุคคลเหล่านี้ได้มาลงชื่อในสมุดที่หลวงปู่ให้จัดไว้ที่วัดปากน้ำ
เพื่อเป็นหลักฐานและสักขีพยานในการเข้าถึงธรรม



ขนฺติโก ภิกฺขุ หนึ่งในสักขีพยาน "วิชชาธรรมกาย"





บุคคลที่จะกล่าวถึงท่านนี้เป็นหนึ่งในสักขีพยานแห่งการ
เข้าถึงธรรมของหลวงปู่ ท่านได้บันทึกเรื่องราวลงในหนังสือนวกะอนุสรณ์
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลการ
ปฏิบัติธรรมของท่านในวันบรรพชาอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ ไว้อย่างน่าสนใจ

ขนฺติโก ภิกฺขุ เป็นศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่ที่มีประสบการณ์รู้เห็นหนทางพระนิพพาน
โดยมีจุดเริ่มต้นในวันอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ในขณะที่ท่านกำลังคุกเข่าประนมมือรอหลวงปู่เอาอังสะออกมาสวมให้
แล้วจะได้ออกไปครองผ้านั้น หลวงปู่กล่าวขึ้นว่า
เธอจำได้ไหม ผมที่โกนเมื่อก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะ เคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า
เมื่อท่านตอบว่าจำได้ หลวงปู่ก็ให้ท่านหลับตาน้อมเอาปอยผมนั้นมาไว้ตรงกลางกาย
แล้วให้เอาความคิดความนึก และความจำ ไปจดไว้ที่ตรงกลางกั๊กนั้น
ตอนนั้นท่านสงสัยว่าหลวงปู่ต้องการอะไรหนอ และคิดว่า นั่งหลับตาอยู่อย่างนี้
จะเห็นอะไรได้ แถมท่านั่งคุกเข่าก็ทำให้ท่านเมื่อยเอาการ
เห็นแล้วหรือยังหลวงปู่ถาม ท่านตอบว่า
ยังไม่เห็นอะไรเลยครับหลวงปู่สั่งต่อไปว่า ทำใจของเราให้
หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอาผมของเราให้เกิด ให้เห็น อยู่ตรงกลางกั๊ก (กลางกาย) ซี
พยายามนึก แล้วดูให้ดีจะได้เห็น


ขนฺติโก ภิกฺขุ เล่าว่า
นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัวปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเรื่อย ๆ ไป ทำจิตมิให้วอกแวก...
โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่น่าประหลาดน่าประหลาดจริง ๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นในความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนรางเต็มที แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ๆ
โดยลำดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้เหมือนกับการลืมตาเห็นเลยทีเดียว อะไรหรือ เห็นอะไร
ปอยผมน่ะซีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ข้าพเจ้าได้หยิบดู เมื่อทำการโกนศีรษะก่อนเข้ามาบรรพชานั่นเองช่างเป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้น
อย่างบอกความรู้สึกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร


ด้วยความตื่นเต้นนี่เอง ทำให้ขนฺติโก ภิกฺขุ รีบกราบเรียนหลวงปู่ว่า
 เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม

นอกจากนี้ท่านยังคิดว่า คราวนี้หลวงปู่คงจะให้ท่านออกไปครองผ้าได้แล้ว
แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังที่คิด เพราะหลวงปู่สั่งให้ท่านดูว่าปลายผมชี้ไปทางไหน
แล้วให้ดูปอยผมต่อไป ต่อมาท่านรู้สึกว่า ตัวเริ่มเบาหวิว ๆ ใจรู้สึกสบายจริง ๆ
สบายจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาพรรณนาได้ ทันใดนั้นปอยผมสีดำ
ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ค่อย ๆ เห็นวงกลมมีแสงเรือง ๆ ขึ้นมาแทนที่
ต่อมาวงกลมวงนี้กลายเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้วสุกสว่างดังดวงจันทร์
ความเมื่อยขบต่าง ๆ ที่มีอยู่ไม่ทราบว่าหายไปได้อย่างไร

หลวงปู่ถามว่า ได้เห็นอะไรอีกไหม” 
ท่านตอบว่า
เห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวเขื่อง ๆครับผม
หลวงปู่บอกว่า เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจำดวงที่เธอเห็นนี้ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น
ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใด ๆ ให้เห็นอยู่เสมอ ๆ อย่าให้สูญไปเสีย

ท่านสั่งขณะนั้นประกายตาของท่านแจ่มใสด้วยความพอใจ และกล่าวว่า
ดวงใสนั่นแหละเป็นจุดต้นทางนำเราไปสู่พระนิพพานละ เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นทางถูกทางตรงทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น จดจำไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้นา

จากนั้นหลวงปู่จึงชักเอาอังสะมาสวมศีรษะให้ท่าน แล้วให้ออกไปห่มผ้าหลังพระอุโบสถ
เมื่อท่านเหลือบตาดูนาฬิกา จึงทราบว่าท่านมานั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง 
ท่านรู้สึกตื้นตันใจเมื่อคิดว่าหลวงปู่ให้เกียรติชี้แนวทางพระนิพพานแก่ท่านถึงขนาดนี้เชียวหรือ 

หลวงปู่ผู้มีวัยชราแล้ว รวมทั้งหมู่สงฆ์ตลอดจนญาติมิตร ต้องมานั่งรอท่านจนเหน็ดเหนื่อย
เมื่อยล้าไปตาม ๆ กัน แต่หลวงปู่มิได้พะวงเรื่องอื่นใดต้องการเพียงให้ท่านได้เห็น
หนทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ในการบวชของขนฺติโก ภิกฺขุ

สะท้อนให้เห็นคุณธรรมและความสามารถหลายประการของหลวงปู่
เป็นต้นว่า ท่านมีความรักในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายมาก มีความอดทน มีความเมตตากรุณา
ต่อศิษย์มีวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง มีความสามารถและศิลปะในการสอน
รวมทั้งสามารถหยั่งรู้กำลังบุญบารมีของศิษย์ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะบรรลุธรรม

ขนฺติโก ภิกฺขุ มีความสุขและปีติภาคภูมิใจเป็นอย่าง
ยิ่งที่มีหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำให้ท่านรู้วิธีทำใจหยุดใจนิ่ง ได้รู้จักหนทางพระนิพพาน

และได้เป็นหนึ่งในสักขีพยานในการเข้าถึงธรรมของหลวงปู่

วิสุทธิวาจา : พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)


นอกจากการสั่งสอนลูกศิษย์และญาติโยมให้รักการทำ
สมาธิภาวนาแล้ว หลวงปู่ท่านยังเมตตาสั่งสอนพระภิกษุสามเณรให้
สังวรในศีลและปฏิบัติตามพุทธวจนะอย่างเคร่งครัด และสั่งสอน
อุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ให้เป็นคนดี ให้อยู่ในศีลในธรรม
เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และยังสอนให้
รู้จักสร้างบุญ สร้างบารมี สะสมไว้เพื่อประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้า
อีกด้วย ดังปรากฏอยู่ในพระธรรมเทศนาบางตอนของท่าน

“...ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไป
เป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้าง
ให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกลไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าว
เป็นทาสเขา เป็นมนุษย์มาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็น
คนใช้เขา เขาไม่อยากใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทำอาสาเขาเฉย
เท่านั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาแล้ว...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องหิริโอตตัปปะ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗)

“...พวกที่ไม่สำรวม เห็นอารมณ์งาม ไม่รู้จักประมาณ
ในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านี้
เป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗)

“...ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้เสียสัก
เดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้ง
ประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึก
หมด หายหมดไม่เหลือเลย ...ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้ว
เจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนา
แล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖)

“...ศีลทั้ง ๕ สิกขาบท สุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้า
เลิกสุราไม่ได้ละก็ มารักษาศีลมันลำบากนักละ...ถ้าล่วงสุรา
เสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๔ สิกขาบท รักษาอยู่
ไม่ได้ สลายหมด ล้มละลายหมด...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗)

“...ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อ ๆ ไป
วาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสำเร็จกิจหมดทุกอย่าง
ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี
วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับ
ไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้
บำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว
กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗)

“...ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหาร ถึงกับเป็นหนี้เป็นข้า
เป็นบ่าวเขาเชียวหนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารน่ะ คือ
ไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงินเท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗)

“...ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทำความ
บริสุทธิ์ของตัวได้ ตัวเองรักความบริสุทธิ์แต่ไม่ทำบริสุทธิ์
ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่ทำบริสุทธิ์ใส่ตัวก็ชื่อว่าไม่รักตัว
...เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย
ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้...คนที่ดี ๆ
แท้ ๆ ไปประพฤติชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื้อน
สกปรกนั่นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความสะอาดนั้นไว้...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗)

“...สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ เมื่อเรายังมีชีวิต
อยู่ เป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์
เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของ
คนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในมนุษย์โลกเราผ่านไป
ผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่น
ทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล
เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตาอุเบกขา เท่านั้น...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗)

“…เมื่อเราได้บุญแล้ว เราจะทำอย่างไร เราจะ
รักษาบุญอย่างไร เพราะเราไม่เห็นบุญ
เราต้องเอาใจไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำ
ให้เป็นกายมนุษย์ของเรา ทำใจให้หยุดนิ่ง บังคับใจให้หยุด
นิ่งว่า บุญของเรามีอยู่ตรงนี้
ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้บุญช่วย นึกถึงบุญ
ตรงกลางดวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซง
อย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานเบียดเบียนประการใด ก็ขอให้บุญช่วย
สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ต้องไปร้องให้ใครมาช่วย ให้
เอาใจไปหยุดอยู่ศูนย์กลางตรงบุญนั่นแหละ หยุดนิ่งอยู่
อย่างนั้น บุญเป็นช่วยได้แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย...
(จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗)



กิจวัตรประจำวัน ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี


ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
หลวงปู่อุทิศเวลาเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างไม่เห็นแก่
ความเหน็ดเหนื่อย ท่านทุ่มเททำงานเพื่อประโยชน์แก่
พระศาสนามากเพียงใด เห็นได้จากกิจวัตรประจำวันของท่าน

๑. คุมภิกษุสามเณรลงทำวัตร ไหว้พระในอุโบสถทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือ เช้าหนหนึ่ง
เย็นหนหนึ่ง และให้โอวาทสั่งสอนภิกษุสามเณร ทั้ง ๒ เวลา
๒. วันพระและวันอาทิตย์ลงแสดงธรรมในอุโบสถเองเป็นนิจ
๓. ควบคุมดูแลการทำวิชชาในโรงงานทำวิชชาทุกเวร ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
๔. ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการ นั่งสมาธิแก่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา
ที่ศาลานอกจากกิจวัตรทั้ง ๔ ประการข้างต้นนี้แล้ว ท่านยังมิได้ละเลยในด้านการปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรอุบาสก อุบาสิกา และศิษย์วัดในเวลากลางคืน ท่านจะเดินตรวจตราบริเวณวัด
ทุกคืน เพื่อดูว่าจะมีใครบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกพรำ ๆ ซึ่งท่านบอกว่าคนที่ชอบเวลาเช่นนี้มี ๒ ประเภท คือ พวกมิจฉาชีพและพวกเจ้าชู้
            นอกจากนี้ท่านยังตรวจตราดูความประพฤติของผู้ที่อยู่ในปกครองของท่านทุกคน
ว่ามีผู้ใดขยันหมั่นเพียรในการท่องตำรับตำราหรือทำสมาธิบ้าง ถ้าเห็นแสงไฟแล้วมี
เสียงท่องหนังสือ ท่านก็จะพอใจ ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
ท่านก็จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี บางปีมีพระภิกษุสามเณรสอบเปรียญธรรมได้
หลาย ๆ รูป ท่านก็จะจัดงานฉลอง ถวายผ้าไตรป่านอย่างดีทุกรูป นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ และแจ้งข่าวไปยังญาติโยมให้มาแสดงมุทิตา